African swine fever ในจีน : การนำเข้าเนื้อสุกรที่เพิ่มขึ้น กับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน

      จากรายงานทาง Rabobank ได้สรุปสถานการณ์การระบาดของโรค african swine fever ในจีนซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่ปีที่ 2 ว่า ได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากในหลายๆเขตการปกครองของประเทศ โดยทำให้จำนวนของสุกรในประเทศหายไปกว่า 40% จากจำนวนทั้งสิ้นกว่า 348 ล้านตัว

      ที่น่าเป็นห่วงคือ ความเสียหายนี้อาจเพิ่มมากขึ้นถึง 50% ภายในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ทาง Rabobank ยังพยากรณ์ไว้อีกว่า “ทั้งจำนวนฟาร์มและจำนวนสุกรอาจลดลง 10-15% ในปี 2020”

      ทาง South China Morning Post รายงานว่าจำนวนสุกรแม่พันธ์ุในจีนแผ่นดินใหญ่ลดลง 26.7% เมื่อถึงสิ้นเดือนมิถุนายนจากการให้ข้อมูลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของจีน

      ผลที่ตามมาจากการตายของสุกรเป็นจำนวนมากทำให้เกิดการขาดแคลนของเนื้อสุกรจำนวนมหาศาลในจีน จึงต้องเร่งหาแหล่งที่จะนำเข้าทั้งจากยุโรป บราซิล หรือแม้แต่จากสหรัฐอเมริกาที่ขณะนี้กำลังเกิดปัญหาสงครามการค้ากันอยู่ แต่ในความเป็นจริงนั้นทางสมาคมผู้ส่งออกเนื้อสุกรของสหรัฐฯได้รายงานว่าสหรัฐฯมีการส่งออกเนื้อสุกรเข้ามาในจีนในไตรมาสที่ 2 ของปี 2019 นี้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากปีก่อนที่จำนวน 60,898 ตัน

      จากข้อมูลทางสถิติของทางรัฐบาล ทาง South China Morning Post ได้รายงานว่า “ปริมาณสุกรภายในประเทศที่ลดลงจากปีที่ผ่านมา 6.2% ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้นั้นทำให้ต้องมีการนำเข้าเนื้อสุกรจำนวน 818,702 ตัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 26.3% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ”

      อย่างไรก็ตาม ยังมีความยุ่งยากอย่างมากในการนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐฯในขณะนี้เนื่องมาจากสงครามทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ โดยบริษัทที่ได้ผลกระทบอย่างมากจากข้อพิพาทในครั้งนี้ คือ WH group ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหา ASF ที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณเนื้อสุกรที่นำเข้าสู่โรงงาน

       การที่จะเพิ่มการนำเข้าเนื้อสุกรจาก WH group สาขาสหรัฐฯหรืออาจจะรู้จักกันในชื่อ Smithfields Foods นั้นน่าจะเกิดได้ยากเนื่องในจากปัญหาทางด้านภาษีทั้งจากทางสหรัฐฯและจีนที่ขัดขวางซึ่งกันและกันอยู่ ปกติแล้วบริษัทมีการนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐฯเข้ามาในจีนประมาณ 100,000 ตันต่อปีทำให้ต้องมองหาแหล่งในการซื้อเนื้อสุกรที่มีศักยภาพแหล่งใหม่นอกสหรัฐฯ เช่น ยุโรป อเมริกาใต้ และแคนาดา

      การเปลี่ยนแปลงแหล่งของเนื้อสุกรในจีนนำไปสู้การส่งออกเนื้อสุกรที่เพิ่มขึ้นจากสหภาพยุโรปถึง 52% (นำโดยเยอรมัน สเปน และเดนมาร์ก) ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2019 แต่ความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีนักระหว่างแคนาดาที่ถือเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกเนื้อสุกรรายใหญ่กับจีนจากการเข้าจับกุมผู้บริหารระดับสูงของบริษัทหัวเว่ยซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ของจีนส่งผลให้แนวโน้มน่าจะเอนเอียงไปประเทศจากยุโรปเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้การส่งออกเนื้อสุกรจากบราซิลเพิ่มขึ้นถึง 28.9% เป็น 92,188 ตันในครึ่งปีแรกของปีนี้ จากการให้ข้อมูลโดยนักวิเคราะห์จาก INTL FCStone

      อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของ eFeedLink ชื่อ Eric J.Brooks ได้รายงานไว้เมื่อเดือนกรกฎาคมถึงประเด็นสำคัญเรื่องหนึ่งว่า “เศรษฐกิจของทั้งโลกไม่สามารถที่จะจัดหาเนื้อสัตว์ได้อย่างเพียงพอ โดยเฉพาะเนื้อสุกร เพื่อที่จะชดเชยจำนวนสุกรที่ลดลงไป 125 ล้านตัวในจีนได้ ซึ่งจำนวนดังกล่าวเทียบเท่ากับจำนวนสุกรรวมกันของทั้งอเมริกา แคนาดา และบราซิลเลยทีเดียว”

       ดังนั้นจีนจึงได้มีการหาทางเลือกอื่นๆไว้ด้วย เช่น เนื้อวัว เนื้อไก่ และปลา จากข้อมูลของ Brooks พบว่าการผลิตไก่ในท้องถิ่นและการผลิตอาหารทะเลจากฟาร์มอาจสูงถึงหนึ่งล้านตันในแต่ละชนิด

      ในขณะที่การขาดหายไปของจำนวนสุกรในประเทศจีนเป็นสาเหตุให้ราคาสุกรสูงนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ของปีนี้สูงขึ้นถึง 80% ในเดือนสิงหาคม การเพิ่มขึ้นของราคาสุกรเช่นนี้จึงเป็นโอกาสของทั้ง WH group และ Muyuan Foodstuff ในการทำกำไรเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงมีการวางแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตในปีนี้หลังจากที่ปัญหาโรค ASF ผ่านพ้นไป 

      มาตรการดังกล่าวนี้จะส่งผลให้กำไรของ Muyuan เป็นที่น่าพอใจหรือไม่สำหรับแนวโน้มขาขึ้นแบบนี้ยังต้องรอดูกันต่อไป โดยตัวของบริษัทเอง - ซึ่งเป็นผู้ผลิตหมูรายใหญ่อันดับสองของจีน - ได้รายงานการขาดทุนเพิ่มขึ้นครึ่งปีแรกจากปีที่แล้วเนื่องจากการลดลงของราคาหมูในไตรมาสแรกปี 2019 และต้นทุนที่สูงขึ้นในการรักษาฟาร์มให้ปลอดจาก ASF

      จากรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ Muyuan ประสบผลขาดทุนสุทธิขาดทุนสุทธิ 155.7 ล้านหยวน (21.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เทียบกับการสูญเสีย 78.7 ล้านหยวน (11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปีก่อนในช่วงหกเดือนแรกของปีนี้

     ทั้ง Muyuan และบริษัทในจีนรายอื่น ๆที่มีความร่วมมือกันต่างก็ได้รับผลกระทบจากความสูญเสียที่เกิดจาก ASF รวมถึง COFCO ซึ่งกำลังประสบปัญหาการขาดทุนในครึ่งปีแรก 276 ล้านหยวน (38.9 ล้านเหรียญสหรัฐ) นับจากปี 2018

      แรงกดดันที่ต้องเผชิญกับภาคธุรกิจสุกรของจีนมีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อการผลิตอาหารสัตว์ในท้องถิ่นเช่นกัน “เพราะมีฟาร์มที่ใช้อาหารผสมเสร็จมากถึง 42% จากจำนวนฟาร์มทั้งหมด” ให้ข้อมูลโดย Eric Brooks ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของ eFeedLink 

  Shi Tao ซึ่งเป็นนักวิเคราะห์จาก eFeedLink อีกท่านได้รายงานว่า “ในเดือนวิถุนายน 2019 เก้ามณฑล (จากทั้งหมด 22 มณฑล) ได้ลดกำลังการผลิตอาหารสุกรมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2018 และมีอีก 9 มณฑลที่ลดกำลังการผลิตลงมากกว่า  20% ทำให้ปริมาณการผลิตอาหารสุกรลดลงทั้งหมดประมาณ 32.4% เมื่อเทียบเป็นรายปี

  Eric Brooks ได้กล่าวว่าการลดลงอย่างรวดเร็วของการผลิตอาหารสุกรเป็นไปตามที่ eFeedLink’s July 2019 Livestock Tracker ได้ทำนายไว้ โดยระบุว่า “ตั้งแต่จุดสูงสุดที่มีการตายจาก ASF 492 ล้านตัวในเดือนมกราคมและมีการคัดทิ้งสุกรบางส่วนออกอีก 7.1% ทำให้คาดว่าปัญหา ASF ทำให้จำนวนสุกรลดลง 20% ถึง 25% จากระดับปัจจุบันก่อนที่จะเริ่มทรงตัวได้ "

       แนวโน้มในการลดกำลังการผลิตอาหารนั้นสามารถที่จะอธิบายได้ถึงความสูญเสียในช่วงที่ผ่านมาของผู้ผลิตอาหารสัตว์ในจีนอย่าง Beijing Dabeinong Technology Grup Co. Ltd ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์ 4.6 ล้านตันในปีที่ผ่านมาโดยส่วนใหญ่เป็นอาหารสุกร โดยเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมนั้นทางบริษัทได้รายงานว่าผลกำไรในช่วงครึ่งปีแรกลดลง 67.67% เนื่องจากการสั่งซื้อจากฟาร์มสุกรที่ลดลง

      โดยรวมแล้วผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์มองว่าน่าจะใช้เวลาอีกนานในการฟื้นตัวของภาคการเลี้ยงสุกรของจีนและแนะนำว่าระบบการเลี้ยงสัตว์ของประเทศจำเป็นต้องมีการปฏิรูป

   “ มันคงเป็นเรื่องอัศจรรย์ถ้าสามารถควบคุมหรือกำจัดโรค ASF ให้หมดสิ้นภายใน 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า” Dirk Pfeiffer ศาสตราจารย์แห่งวิทยาลัยการสัตวแพทย์และชีววิทยาศาสตร์ของ Jockey Club แห่งมหาวิทยาลัย City ในฮ่องกงกล่าวผ่าน the South China Morning Post นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่าความหนาแน่นของฟาร์มสุกรในจีน และความหละหลวมของความปลอดภัยทางชีวภาพทั้งระบบการผลิตถือเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับอุตสาหกรรมนี้

   Brooks ยังกล่าวอีกว่า “ASF เป็นเพียงแค่อาการป่วยที่รุนแรงที่สุดอาการหนึ่งของปัญหาที่ใหญ่กว่ามาก โดยวิกฤติทางด้านเกษตรกรรมในจีนที่มีมาอย่างยาวนานเป็นทศวรรษและเรื้อรังบางทีอาจไม่เกี่ยวกับการระบาดของโรค การเลี้ยงสัตว์ที่ผิดกฎหมายหรือนโยบายของรัฐบาลมากเท่าไรนัก แต่มันเกี่ยวข้องกับกระบวนการในการเลี้ยงสัตว์ทั้งระบบเลย”

   “ในความเป็นจริง คือ ไม่มีประเทศที่พัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนาใดๆที่จะต้องมีการเผชิญหน้ากับการต้องมาเปรียบเทียบกันระหว่างปัญหาโรคที่ไม่สามารถหยุดยั้งได้กับเรื่องอื้อฉาวต่างๆ เพราะผลผลิตของเนื้อสัตว์ต่างๆที่ได้สามารถบ่งบอกได้อย่างชัดเจนถึงปัญหาและแนวทางในการดูแลและจัดการเรื่องการเลี้ยงสัตว์ของจีนเอง”

TERRY TAN


สามารถตามอ่านบทความต้นฉบับได้ตาม link ด้านล่างนี้ครับ 


https://postman.clickrmedia.com/t/ViewEmail/r/D53D77EF736D7EA92540EF23F30FEDED

กลับ

ความคืบหน้าของ ASF ที่ฟิลิปปินส์ : Pangasinan และ Manila

   มีการรายงานการติดเชื้อจาก Quezon city ซึ่งเป็นเขตที่ 2 รอบ ๆกรุงมะนิลาที่มีรายงานการติดเชื้อ โดยมีการทำลานหมูไป 4919 ตัว โดยมากเป็นหมูที่เลี้ยงหลังบ้าน

ล่าสุดมีรายงานการระบาดเพิ่มอีกทางตอนเหนือของเขตจังหวัด Pangasinan ตอนนี้มีการทำลายสุกรไปแล้ว 212 ตัว

   มีแนวโน้มว่าจะมีรายงานการระบาดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะขณะนี้พบมีการระบาดในเขตจังหวัด Bulacan และ Cavite รวมถึงในจังหวัด Nueva Ecija และ Pampanga ด้วยด้วยแต่ยังต้องรอการยืนยันจาก OIE อีกครั้ง

   การระบาดในฟิลิปปินส์มีรายงายครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมาซึ่งยังคงมีการระบาดมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทาง FAO รายงานว่ามีการสูญเสียสุกรไปแล้วทั้งสิ้นกว่า 62,000 ตัว ทั้งจากการตายและการคัดทิ้งที่เกี่ยวข้องกับ ASF ทั้งหมดในฟิลิปปินส์

สถานการณ์ในเกาหลีใต้

   ยังคงมีรายงานการระบาดของ ASF อย่างต่อเนื่องโดยมาพบในหมูป่าที่อยู่ตามแนวชายแดนกับเกาหลีเหนือ โดยล่าสุดรัฐบาลเกาหลีใต้รายงานการเกิดโรคต่อ OIE จำนวน 30 เคส ทั้งที่พบในฟาร์มปศุสัตว์ และที่พบในหมูป่า จนถึงปัจจุบัน OIE รายงานว่าในเกาหลีใต้มีการตายและคัดทิ้งหมูไปแล้วกว่า 26,893 ตัว

ความคืบหน้าการระบาดในจีน

   ยังคงพบมีการระบาดในจีน รายงานจากเวปไซต์ของ OIE มีการยืนยันการติดเชื้อใน Yunnan นอกจานี้ทางเวปไซต์ของกระทรวงเกษตรของจีนยังมียืนยันการระบาดของโรคในเขตจังหวัด Guangxi และ Gansu

   จากปัญหาโรคทำให้ราคาสุกรขยับขึ้นสูงมาก ตามรายงานจากผู้สื่อข่าวของ Reuters รายงานว่าราคาสุกรขยับขึ้นมากกว่า 50 หยวน (7.07 $) ต่อกก.ไปแล้ว ซึ่งเกิดจากการที่สุกรสูญหายไปจากระบบกว่า 40-60% จากปัญหา ASF 

   ที่มา : https://www.pigprogress.net/Health/Articles/2019/10/ASF-Philippines-Outbreaks-in-Pangasinan-and-Manila-492432E/?cmpid=NLC%7Cpigprogress_f%E2%80%A6

  

Emulsifier เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไขมันให้ดียิ่งขึ้น

     เนื่องด้วยในปัจจุบัน อุตสาหกรรมการผลิตในภาคปศุสัตว์มีความต้องการที่จะให้สัตว์มีอัตราการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว พร้อมกับผลผลิตที่มีคุณภาพ โดยใช้ปริมาณอาหารที่น้อยและคุ้มค่ามากที่สุด ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว สัตว์จึงจำเป็นต้องได้รับอาหารพลังงานสูงเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตและผลิตผลผลิตให้ได้ตามเป้าหมาย ซึ่งโดยส่วนมากแล้ว มักทำการเสริมน้ำมันลงในสูตรอาหารเพื่อเพิ่มพลังงานให้สูงขึ้น
     แต่ก่อนที่สัตว์จะสามารถนำน้ำมันหรือไขมันในสูตรอาหารไปใช้ได้นั้น ไขมันจะต้องถูก emulsified ด้วยเกลือน้ำดีเสียก่อน เนื่องจากไขมันไม่สามารถละลายได้ในสภาพแวดล้อมภายในลำไส้ซึ่งส่วนประกอบส่วนใหญ่เป็นน้ำ
     สำหรับขั้นตอนในการย่อยและนำไขมันไปใช้นั้น เริ่มจากการที่ไขมันจะต้องถูก emulsified ด้วยเกลือน้ำดี เพื่อให้ไขมันมีขนาดเล็กลง และป้องกันการรวมตัวกันเป็นหยดไขมันขนาดใหญ่ ทั้งนี้ ขนาดของหยดไขมันที่เล็กลงนั้น เป็นการเพิ่มพื้นที่ผิว เพื่อให้เอนไซม์ไลเปส เข้าไปย่อยสลายไขมันจาก Triglyceride ให้กลายเป็น free fatty acid และ monoglyceride ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้เป็นพลังงานได้ต่อไป และหลังจากที่ไขมันถูกย่อยด้วยเอนไซม์ไลเปสแล้ว Free fatty acid และ monoglyceride จะรวมกับเกลือน้ำดีและฟอสโฟลิปิดอื่นๆ และกลายเr>ป็น micelle ซึ่งจะช่วยในการนำส่ง free fatty acid และ monoglyceride ไปตามทางเดินอาหาร และสามารถผ่านชั้น unstirred water layer ของเซลล์ลำไส้เพื่อดูดซึมต่อไปได้
     จากขั้นตอนการย่อย ดูดซึม และนำไขมันไปใช้นั้น จะเห็นได้ว่า เกลือน้ำดีและฟอสโฟลิปิดอื่นๆที่ทำหน้าที่เป็น emulsifying agents นั้น มีความสำคัญค่อนข้างมาก แต่ในสัตว์ที่มีอายุน้อยนั้น มีความสามารถในการสร้างเกลือน้ำดีได้ในปริมาณที่น้อย และไม่เพียงพอต่อการ emulsified ไขมันที่ได้รับจากอาหาร จึงอาจทำให้สัตว์อายุน้อยไม่สามารถนำไขมันไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
     ด้วยเหตุนี้ การเสริม emulsifying agent อื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น Lysolecithin ลงในสูตรอาหาร จะช่วยทำให้สัตว์สามารถนำไขมันในสูตรอาหารไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
     ที่มา:Technical report, FRAmelco Research and Development department, The Netherlands

ซีพีเอฟ เปลี่ยนระบบการเลี้ยงแม่สุกรอุ้มท้องจากซองยืนเป็นคอกรวม

     ซีพีเอฟ ผู้ผลิตสุกรรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ได้ยืนยันว่า มีการปรับเปลี่ยนระบบการเลี้ยงสุกรอุ้มท้องจากซองยืนเป็นการเลี้ยงรวมกันภายในคอก
     โดยนายสุนทร อิ่มบุญตา รองกรรมการผู้จัดการ ได้กล่าวว่า ณ ปัจจุบันนี้ แม่สุกรกว่า 24% ของจำนวนทั้งหมด ได้ถูกปรับระบบการเลี้ยงเป็นแบบการเลี้ยงรวมภายในคอกเดียวกันแล้ว และสำหรับฟาร์มใหม่ๆที่กำลังเกิดขึ้น ก็จะทำการเลี้ยงแม่สุกรอุ้มท้องเป็นการเลี้ยงภายในคอกรวมตั้งแต่เริ่มต้น โดยในส่วนของการปรับเปลี่ยนจากระบบเดิมเป็นระบบใหม่ ทางซีพีเอฟจะดำเนินการให้เสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2025
     สำหรับระบบการเลี้ยงแม่สุกรอุ้มท้องในคอกรวมนั้น จะทำการเลี้ยงแม่สุกรอุ้มท้องจำนวน 8 ตัวอยู่ภายในคอกเดียวกัน ซึ่งทำให้ต้องใช้พื้นที่ในส่วนของแม่สุกรอุ้มท้องเพิ่มขึ้น 10% หรือหมายความว่า ในบริเวณที่เคยเลี้ยงแม่สุกรอุ้มท้องในระบบซองยืนนั้น จะสามารถเลี้ยงจำนวนแม่สุกรได้เพียง 90% จากที่เคยเลี้ยงด้วยระบบเดิม
     โดยเหตุผลหลักในการปรับเปลี่ยนระบบการเลี้ยงนั้น เนื่องมาจากการคำนึงถึง "สวัสดิภาพสัตว์" มากขึ้นนั่นเอง แต่ถึงแม้ว่าในประเทศไทย ประเด็นในเรื่อง "สวัสดิภาพสัตว์" ในภาคปศุสัตว์จะยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก แต่ทางซีพีเอฟยังยืนยันที่จะเป็นแกนนำหลักที่จะริเริ่มการเปลี่ยนแปลงระบบการเลี้ยงสัตว์โดยคำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์ในครั้งนี้
     และอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ซีพีเอฟตัดสินใจปรับเปลี่ยนระบบการเลี้ยงแม่สุกรนั้น เนื่องมาจากหลายๆผลการทดลองได้ระบุว่า การเลี้ยงแม่สุกรอุ้มท้องในระบบเลี้ยงรวมกันภายในคอกนั้น จะทำให้แม่สุกรมีสุขภาพที่ดีจนกระทั่งระยะคลอด และส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการผลิตที่ดียิ่งขึ้นในระยะยาว
     ที่มา:Vincent ter Beek. (2018,May). CPF also switched to group housing for sows, Retrieved from https://www.pigprogress.net/Sows/Articles/2018/5/CPF-also-switches-to-group-housing-for-sows-279908E/